Me-works

เรื่องสั้นเน่าๆของเม ที่ตัวเอกคือยัย"เมย์"คนเดิมเป็นซีรีย์สืบเนื่องจากentryเมื่อชาติก่อน เรื่องสั้นเน่าๆของmeเอง : May 01 - "June"  ตอนนี้ยังไม่ได้ผ่านการเกลาเลยครับ(ยัยเมจอมขี้เกียจ) >แถมยังไม่มีคนตายอีก แต่ว่าก็ตั้งใจจะให้เป็นการปูเรื่องเข้าสู่เนื้อเรื่องต่อไปครับ อ้อ~ ว่างอ่านแล้วเมนท์กันด้วยเน้อ

เมย์เคลื่อนตัวอย่างช้าๆค่อยไล่นิ้วไปตามสันหนังสือที่เรียงรายอยู่บนชั้นพร้อมๆกับไล่สายตาผ่านไปด้วยทีละเล่มๆ กระนั้นเธอก็ไม่ได้ตั้งใจมองหาหนังสือเล่มไหนเป็นการเฉพาะเจาะจง เธอเพียงหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น ที่นี่เป็นห้องสมุดสาธารณะที่ใหญ่มากทีเดียว ทั้งจำนวนและความหลากหลายของหนังสือก็มากพอจะทำให้คนหลงอยู่ในนี้เป็นวันๆโดยหาหนังสือที่ต้องการไม่เจอทีเดียว แต่สำหรับคนที่มีเวลาให้ใช้อย่างเหลือเฟือแบบเธอแล้ว ความใหญ่ของที่นี่มีแต่จะถือว่าเป็นข้อดี ที่นี่เป็นที่ๆดีที่สุดสำหรับการปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปอย่างไม่น่าเบื่อ ถึงแม้เธอจะอ่านหนังสือไปแล้วมากมายแต่ก็ดูเหมือนจะมีหนังสือใหม่ๆเข้ามาเพิ่มอย่างไม่มีวันจบสิ้น

ด้วยความที่มองที่ชั้นหนังสือจนเพลิน เมย์ก็เดินชนเข้ากับกองหนังสือกองหนึ่งเข้าอย่างจัง ไม่สิ ไม่ใช่แค่กองหนังสือแต่เป็นเด็กชายตัวเล็กรูปร่างผอมบางคนหนึ่งกับหนังสือกองโต(ที่เคยอยู่บนอ้อมแขน)ที่ตอนนี้กระจัดกระจายอยู่เต็มทางเดินแคบๆระหว่างชั้นหนังสือ
"ขอโทษนะ... ข้า... เอ่อ ไม่ใช่สิ ฉันไม่ทันระวังตัว เอ่อ ซุ่มซ่าม เอ่อ... " เมย์ขอโทษตะกุกตะกักด้วยความตกใจระคนอาย
"ไม่... ไม่เป็นไรครับ ผมเองต่างหากที่ไม่ระวังทางข้างหน้า" เด็กชายตอบกลับอย่างเป็นมิตร เขาลุกขึ้นเริ่มรวบรวมกองหนังสือที่กระจัดกระจายนั้นขึ้นมาใหม่
"ฉันช่วยนะ... " เมย์เข้าไปช่วยจัดการกับกองหนังสือที่เกลื่อนกลาดทันที

หนังสือถูกรวบรวมเป็นกองเรียบร้อย น่าประหลาดใจที่หนังสือกองมหึมานี้เมื่อครู่จะถูกยกมาด้วยแขนเล็กๆคู่นั้น
เมย์สังเกตเด็กน้อย ถึงแม้มองผ่านๆจะดูตัวเล็กผอมบาง แต่เมื่อสังเกตให้ดีก็คงจะเรียกเด็กน้อยไม่ได้แล้ว เขาน่าจะอายุราวๆ 13-14ปีแล้วเห็นจะได้ น่าแปลกที่สมัยนี้ยังมีเด็กวัยรุ่นสนใจเข้าห้องสมุดอีก ด้วยความสงสัยเมย์จึงถามออกไป
"เธอมาทำอะไรที่นี่หรอ... เอ่อ ฉันหมายถึงว่า ไม่ค่อยเห็นเด็กวัยรุ่นในที่แบบนี้ซักเท่าไหร่น่ะ น่าจะเป็นร้านเกม คาราโอเกะอะไรอย่างนั้นน่ะ"
"ครับ ผมก็คิดอย่างนั้นครับ ที่นี่ไม่มีพวกวัยรุ่น ผมถึงได้ชอบที่นี่ไงครับ ผมชอบอ่านหนังสือที่นี่เพราะมันสงบดี"
"งั้นหนังสือพวกนี้เธออ่านเองงั้นหรอ อ๊ะ! แต่เยอะขนาดนี้คงไม่ใช่..." เมย์กวาดสายตาลงไปที่กองหนังสือ "ว้าว "Joel's Book of  World mythologies: 5th Edition" พิมพ์ออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ไม่ยักรู้เลย อ๊ะๆ แล้วยังมี 3rd กับ4th Editionด้วย แล้วก็ยังมี... อ๊ะ!" เมย์หยุดลงด้วยสายตาขำๆของเด็กชายที่มองมายังเธอ
"..." เด็กชายหัวเราะเล็กน้อยเมื่อเห็นกริยาตื่นเต้นเหมือนเด็กๆของเมย์ "เกือบครึ่งปีแล้วล่ะครับ แต่ผมเองก็เพิ่งได้มีเวลาอ่านเหมือนกัน ผมว่าจะลองเอาไปเปรียบเทียบกับเล่มเก่าๆ ดูส่วนที่ถูกแก้ไข มีเรื่องที่เพิ่มมาใหม่กับถูกตัดออกอยู่หลายเรื่องทีเดียว เพราะเล่มสามนี่ก็พิมพ์มาตั้งแต่สิบปีก่อน ถ้ายังไงไปที่ที่นั่งประจำของผมไหมครับ เราจะได้นั่งอ่านด้วยกัน เอ่อ... ผมชื่อซิกฟรีดครับ ถ้ายังไงเรียกซิกเฉยๆก็ได้ครับ"
"ฉันชื่อเมย์จ๊ะ อย่างนั้นฉันช่วยถือครึ่งนึงแล้วกันนะซิก" เมย์เสนอ
"แต่ผมไม่ควรปล่อยให้สุภาพสตรีถือของหนักๆ" เด็กชายค้านคิ้วขมวด
"แต่ฉันไม่ใช่สุภาพสตรี และฉันก็ปล่อยให้เด็กถือของหนักคนเดียวไม่ได้เหมือนกัน" เธอยิ้มตอบ
"ครับคุณเมย์" ซิกตกลงอย่างไม่พอใจนัก มันขัดต่อหลักการสุภาพบุรุษของเขา
"อย่าเรียกคุณเลย... เรียกเมย์อย่างเดียวเถอะ"
"แต่ว่า... " เด็กชายลังเลที่จะเรียกผู้มีอาวุโสกว่าด้วยชื่อเฉยๆ
"น่า น่า น่า... "
"ครับ ...เมย์" แล้วท่าทีเหมือนเด็กๆของเมย์ก็ช่วยลดความเกรงใจลงไปได้
ว่าแล้วทั้งสองก็แบ่งหนังสือกันคนละครึ่งค่อยๆเดินโดยมีซิกนำทางลัดเลาะไปตามชั้นหนังสือที่วกวน ไม่นานก็ถึงโต๊ะอ่านหนังสือตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ ณ มุมที่ลึกที่สุดของห้องสมุดอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางวงล้อมของชั้นหนังสือที่สูงเกือบจรดเพดานของที่นี่ ไม่สิ... จะเรียกว่าโดดเดี่ยวก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เพราะยังถือได้ว่าอยู่ในบริเวณเดียวกับจุดที่วางโต๊ะเก้าอี้ตัวอื่นๆจัดเป็นบริเวณอ่านหนังสืออยู่เพียงแค่มีชั้นหนังสือชั้นหนึ่งยื่นออกมาคั่นไว้เท่านั้น แต่ก็เอาเถอะ เพราะบริเวณนั้นก็ไม่มีใครเช่นกัน คนที่จะเข้ามาบริเวณนี้คงมีเพียงพวกเขา และบรรณารักษ์เท่านั้น
"ที่นี่ล่ะครับ ที่ประจำของผม"
"ฮึบ!" เมย์วางหนังสือลงบนโต๊ะพร้อมกับกวาดตามองรอบๆ "อย่างกับฐานลับแน่ะ ขนาดฉันมาที่นี่ตั้งหลายครั้งแล้วยังไม่เคยรู้เลยว่ามีโต๊ะตั้งอยู่หลังชั้นหนังสือแบบนี้"
"ครับ ผมเองก็พบที่นี่โดยบังเอิญล่ะครับ ว่าแต่ว่า เมย์ก็ชอบอ่านหรอครับพวกเทพปกรณัมนี่น่ะ"
"แน่นอนอยู่แล้ว มันบอกเล่าเรื่องความคิดของคนสมัยนั้นได้ดีนะ ชวนให้คิดถึงคืนวันเก่าๆ เธอรู้รึเปล่า นิยายขายดีบางเล่มก็ได้แรงบันดาลใจจากเทพนิยายโบราณนะ ว่าแต่ซิกล่ะ ทำไมถึงสนใจเรื่องนี้" เมย์ถามกลับบ้าง
"เพราะนี่ไงล่ะครับ" ซิกหยิบหนังสือเล่มหนึ่งกางออก เปิดหาซักพัก แล้วจึงชี้นิ้วลงไปที่กลางหน้าหนังสือนั้น เป็นรูปของชายคนหนึ่งในชุดเกราะไวกิ้ง ข้างๆมีหญิงสาวนางหนึ่งนอนหลับบนแท่นที่มีเปลวไฟล้อมรอบ
"อะฮ่า! ซิกฟรีด ชื่อของเธอสินะ"
"ครับ แม่เคยบอกว่าเธอตั้งชื่อผม ตามชื่อพระเอกของนิทานเรื่องนี้"
"ฉันพนันว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เธอชอบที่สุดด้วยล่ะสิ ฉันเคยดูด้วยนะ เรื่อง แหวนแห่งเนบรุนเกน ของวากเนอร์ที่เป็นละครที่ดัดแปลงมาจากตำนานนี้น่ะ"
"ครับ... ก็ไม่เชิงครับ คือมันก็น่าภูมิใจในความกล้าหาญนะครับ แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายคนนึงอุตสาห์ข้ามกองเพลิง ฆ่ามังกร ลุยป้อมปราการเพื่อผู้หญิงคนนึง แล้วก็ดันไปแต่งกะคนอื่น แล้วยังจะต้องขี่ม้าข้ามกองเพลิงอีกรอบเพื่อไปช่วยผู้หญิงคนเดิมเพื่อไปยกให้คนอื่นด้วย แล้วพวกผู้หญิงในเรื่องนี้น่ะ น่ากลัวทุกคนเลย" ซิกพูดประโยคสุดท้ายด้วยท่าทางเหมือนกับหวาดกลัวจริงๆ
"จริงด้วยนะ แค่ทะเลาะว่าผู้ชายของใครดีกว่า สุดท้ายกลับถึงขั้นฆ่ากันเลือดสาด เกิดเป็นสงครามเลย" เมย์ตอบรับด้วยสีหน้าสยองไม่แพ้กัน
ทั้งสองมองหน้ากันแว่บหนึ่ง แล้วก็หัวเราะออกมา ที่นี่ทั้งคู่คุยส่งเสียงกันได้อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร เพราะถึงแม้ที่นี่จะเป็นห้องสมุด แต่บริเวณที่อยู่นั้นล้อมไปด้วยชั้นหนังสือ และยังอยู่ห่างไกลจากบริเวณอ่านหนังสืออื่นพอสมควรทีเดียว
"ถึงผมไม่ค่อยชอบเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ แต่มันก็ทำให้ผมรู้จักกับวาลคีรี่ครับ"
"อืมม์..."
"วาลคิรี่... นักรบสตรีผู้มีหน้าที่นำพาดวงวิญญาณของนักรบผู้เก่งกาจที่เสียชีวิตในสนามรบไปสู่วาลฮาลา เพื่อเป็นกำลังให้แก่โอดิน ในสงครามสุดท้ายแร็กนารอค" ซิกพูดต่อด้วยสายตาที่เหม่อลอยไปไกล... "พวกหล่อน... ...

 การสนทนาของทั้งคู่ยังคงต่อไปเรื่อยๆ ความรู้สึกของทั้งสองในตอนนี้ก็เหมือนกับเด็กขี้เหงาสองคนได้มาเจอกัน (ซิกเองก็ไม่กล้าพูดกับใคร เมย์เองก็ไม่มีใครให้คุยด้วย)
"ฮึบ! อ่าาา.." การสนทนาถูกขัดจังหวะโดยเมย์ที่ลูกขึ้นมาบิดขี้เกียด "นั่งซะนาน เมื่อยก้นเลยอ่ะ"
"ผมเองก็เหมือนกันแฮะ..." ซิกเองก็เริ่มลุกขึ้นมาเปลี่ยนอริยาบทบ้าง "นี่เรานั่งคุยกันมานานเท่าไหรแล้วเนี่ย!! สนุกจนลืมเวลาเลย"
ด้วยความสงสัยเช่นเดียวกันเมย์จึงชะโงกหน้าออกไปดูนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล "โห... ใกล้บ่ายสามแล้วล่ะ ก็คงเกือบๆสองชั่วโมงเลยนะนี่"
"หา! บ่ายสามแล้วหรอครับ งั้นผมคงต้องรีบไปแล้วล่ะ " ซิกรีบจัดกองหนังสือระเกะระกะให้เป็นตั้งเพื่อจะยกไปยังโต๊ะวางหนังสือที่บรรณารักษ์จะได้จัดเก็บง่ายๆ ระหว่างที่มือทำงานปากก็ถามขึ้น "เมื่อกี้ทำไมเมย์ถึงต้องชะโงกไปมองนาฬิกาใหญ่ด้วยล่ะ เมย์เองก็มีนาฬิกาไม่ใช่หรอ"
"เรือนนี้นะหรอ" เมย์ก้มลงหยิบนาฬิกาพกโบราณที่เธอใช้เป็นสร้อยคล้องคออยู่แนบเข้ากับบริเวณหัวใจ "มันเป็นแค่เครื่องประดับน่ะ ดูเวลาไม่ได้หรอกจ๊ะ"
"เอ่อ.. ขอโทษด้วยครับ" คงเป็นของดูต่างหน้าหรืออะไรอย่างนั้นแน่ๆ เด็กชายคิด "งั้นผมไปนะครับ เอ่อ.. ถ้าไม่รังเกียจ พรุ่งนี้... ตอนบ่ายๆ... เอ่อ" ซิกพูดขึ้นอย่างไม่แน่ใจว่าจะโดนโกรธจากคำถามสะกิดใจเมื่อครู่รึเปล่า
"จ๊ะ ฉันจะรออยู่ตรงนี้" เมย์ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม "หนังสือพวกนี้ ทิ้งไว้ที่นี่ก็ได้จ๊ะ ฉันจัดการเอง"
"ครับ... งั้นผมไปล่ะ"

เมย์มองตามจนร่างของเด็กห่างออกไปไกลซักพักจึงพูดขึ้น "ไอวอรี่ ออกมาเถอะ ข้ารู้นะว่าเจ้าอยู่ตรงนั้น"
"ท่านคิดจะทำอะไรน่ะ พี่สาวของข้า?" เสียงๆหนึ่งตอบกลับมา พร้อมๆกับการปรากฎร่างของเจ้าของ เธอเดินออกมาจากหลังชั้นหนังสือชั้นหนึ่งทางด้านหลังตรงมายังโต๊ะที่เมย์นั่งอยู่ "ข้าถามท่านอยู่นะ ข้าไม่เข้าใจ เท่านี้ท่านยังโดนลงโทษไม่พออีกหรือไร" เธอคงเป็นหญิงสาวที่ถูกเมย์เรียกว่า ไอวอรี่
เธออยู่ในชุดสีขาวที่ยาวจนชายจรดพื้น ลวดลายและการตัดเย็บก็ดูแปลกตา แต่ที่แปลกว่าคือใบหน้าขาวสะอาดดุจหินอ่อนของเธอ เป็นใบหน้าที่งดงาม งามเกินกว่าจะเป็นคนธรรมดาดูช่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป เพราะแม้แต่ยามคำพูดผ่านริมฝีปากเรียวงามคู่นั้น ดวงหน้าของเธอกลับไม่แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ที่แสดงถึงชีวิตของคนที่มีเลือดเนื้อ จะมีก็เพียงดวงตาทั้งคู่ที่ฉายประกายเศร้าๆออกมาเท่านั้น
"ข้าขอถามอีกครั้ง ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไร"
เมย์หันมา สบตากับฝ่ายตรงข้ามด้วยสายตาอ่อนโยน"ไอวอรี่ ขอบใจที่เจ้าเป็นห่วงข้า แต่ข้ารับรอง ข้าไม่ทำอะไรผิดกฎแน่ๆ ตอนนี้ข้าก็แค่ได้เพื่อนคุยฆ่าเวลาเท่านั้น"
"เมย์..." ไอวอรี่วางมือบนไหล่ของเมย์อย่างแผ่วเบา "ข้าไม่อยากเห็นท่านต้องทนทุกข์เช่นนี้เลย" แม้ใบหน้าจะไม่แสดงซึ่งอารมณ์ใดๆดังเดิม แต่ดวงตาเศร้าๆของเธอก็ยิ่งเศร้ายิ่งขึ้นไปอีก เป็นความเจ็บปวดที่แม้แต่คนที่ใจแข็งที่สุดหากได้เห็นตาคู่นี้ก็คงอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาทีเดียว
"อย่างไรซะมันก็เป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจโง่ๆของข้าเอง ข้าก็ต้องรับผิดชอบ และข้าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ไม่ต้องเป็นห่วง เจ้าก็เถอะ อย่ามาเจ็บปวดด้วยเรื่องของข้าเลย"
"ได้ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะปล่อยให้ท่านได้ทำตามใจก็แล้วกัน" แล้วเธอก็หมุนร่างเดินหายลับไปในทางเดียวกับที่เธอเดินออกมา
>>>>>End of part I (สัญญาว่าตอนหน้าจะมีคนตาย~ Me)